“ชีวิตผมเปลี่ยนไปเมื่อได้เทพช้างมาเป็นกุนซือ”
ทั้งด้วยหน้าที่การงานและรสนิยมในการอ่านส่วนตัวทำให้ตู้หนังสือที่บ้านเต็มไปด้วยหนังสือแนว self improvement หรือ how to (success) จำนวนมากมายก่ายกองจนแทบจะไม่มีที่ให้เก็บ
.
และในบรรดาหนังสือแนว self improvement หรือ how to ทั้งหมดที่มี หากจะให้ยกมาสักเล่มที่รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษแล้วล่ะก็
.
แน่นอนว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้
.
และในบรรดาหนังสือแนว self improvement หรือ how to ทั้งหมดที่มี หากจะให้ยกมาสักเล่มที่รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษแล้วล่ะก็
.
แน่นอนว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้
.
“ชีวิตผมเปลี่ยนไปเมื่อได้เทพช้างมาเป็นกุนซือ”
.
คือผมพูดจริงๆ นะ หนังสือ self improvement หรือ how to ที่ถูกพิมพ์ออกมาขายแข่งกันในร้านหนังสือเป็นจำนวนมากมายก่ายกองนั้นน่ะนะ
.
โดยส่วนมากมันก็จะมาในรูปแบบที่จริงจัง อ่านแล้วชวนปลุกหัวใจให้พองโตด้วยกันทั้งนั้น บางทีก็จะมีสารพัดงานวิจัยหรืออัตชีวประวัติของคนดังๆ เพื่อความน่าเชื่อถือของคนอ่าน
.
เวลาอ่านแล้วจะได้นึกเลื่อมใส อยากที่จะลองเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมไปตามที่หนังสือชี้แนะกับเขาดูบ้าง
.
บางเล่มหว่านล้อมให้เรากินกบ บางเล่มก็มาชวนให้ปลุกยักษ์ปลุกมารอะไรก็ว่ากันไป
.
แต่ไม่มีเล่มไหนหรอกที่จะมี “เทพช้าง”
.
ไม่ใช่เพียงแค่โค๊ชในชุดวอร์มธรรมดาๆ แต่เป็น "เทพช้าง" เลยนะ!
.
เทพช้างผู้อยู่เบื้อหลังความเร็จของผู้คนในประวัติศาสตร์มาแล้วอย่างมากมาย (ท่านอ้างของท่านว่าอย่างนั้น)
.
ท่านเทพช้างตัวอ้วนๆ บินไปบินมา ร้องเสียงแปร๋นๆ นิสัยโคตรเกรียน ชอบกินของหวาน ติดบุหรี่ ขี้น้อยใจ แถมยังชอบพูดจากวนประสาทชาวบ้านอีกต่างหาก
.
อ่านมาถึงตรงนี้แค่นึกตามก็มันส์แล้ว
.
โดยท่านเทพช้างที่ว่านี้ไม่ได้แค่จะออกมาโชว์ความเกรียนเฉยๆ หรอก
.
หากแต่ท่านเทพช้างยังทรงเมตตาโปรดสัตว์โลกทั้งหลายซึ่งก็คือคนซื้อหนังสือมาอ่านอย่างพวกเรานี่แหละ ว่าพวกเธอควรทำอย่างไร (How to) ชีวิตถึงจะสามารถพบกับคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ได้ สมดังเจตนาของหนังสือแนว self improvement หรือ how to ที่ดีซักเล่มหนึ่ง
.
ดังนั้นจุดเด่นที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็เห็นจะไม่พ้น “สาระในลีลาของความไร้สาระ” ของท่านเทพช้างเองนี่แหละ
.
หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นตอนสั้นๆ สำนวนง่ายๆ รวบรัดสไตล์ญี่ปุ่น (คนไม่ชอบอ่านอะไรแบบน้ำท่วมทุ่งมากด้วยโวหารคงถูกใจเป็นพิเศษ) เหมือนอ่านเรื่องสั้นเป็นตอนๆ
.
โดยมีตัวเดินเรื่องเป็นท่านเทพช้างผู้ทรงฤทธื์ และคุณมิซูโนะซังพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ที่บังเอิญโชคดีอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ชีวิตต้องมาเจอกับท่านเทพช้างตัวเป็นๆ
.
แถมยังได้ท่านเทพช้างมาเป็นกุนซือส่วนตัวเสียด้วย
.
และในทุกตอน ท่านเทพช้างจะปิดท้ายด้วยการมอบหมายภาระกิจบางอย่างให้คุณมิซูโนะซังนำไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จในชีวิต (ก็เป็นหนังสือ How to นี่นะ)
.
แน่นอนว่าถ้าคนอ่านอย่างเรา ๆ อยากจะประสบความสำเร็จบ้าง เราก็ควรนำเอาภารกิจเหล่านั้นไปปฏิบัติด้วยเช่นกัน
.
เช่นในตอนแรกสุดท่านเทพช้างจะให้เราไปขัดรองเท้า จากนั้นก็ให้เอาเงินทอนที่ได้มาจากร้านสะดวกซื้อไปบริจาคให้หมดในตอนที่สอง ส่วนตอนที่สามท่านเทพช้างได้แนะนำให้เรากินข้าวเพียง 80% จากที่เคยกินก็พอแล้ว และพอมาถึงตอนที่สี่ท่านเทพช้างก็จะให้เราฝึกรู้ทันความต้องการของคนอื่น
.
แต่ละตอนก็จะเป็นอะไรทำนองอย่างนี้แหละไปจนตลอดทั้งเล่ม
.
แล้วภาระกิจเหล่านี้จะช่วยทำให้ชีวิตประสบความเร็จได้อย่างไร?
.
นั่นคือสิ่งที่ท่านทั้งหลายควรที่จะต้องไปค้นหากันต่อในหนังสือเล่มนี้ครับ
.
สำหรับคนที่อยากหาหนังสือแนว self improvement มาอ่านแต่ก็เบื่อหน่ายกับความขึงขังจริงจังหนังสือแนวนี้เสียเหลือเกิน ผมแนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ รับรองว่าอ่านสนุกได้สาระดี
.
การันตีด้วยยอดขายสูงสุด 10 ปีซ้อนสำหรับหนังสือแนวเดียวกันในประเทศญี่ปุ่นกันเลยทีเดียวครับ
.
คือผมพูดจริงๆ นะ หนังสือ self improvement หรือ how to ที่ถูกพิมพ์ออกมาขายแข่งกันในร้านหนังสือเป็นจำนวนมากมายก่ายกองนั้นน่ะนะ
.
โดยส่วนมากมันก็จะมาในรูปแบบที่จริงจัง อ่านแล้วชวนปลุกหัวใจให้พองโตด้วยกันทั้งนั้น บางทีก็จะมีสารพัดงานวิจัยหรืออัตชีวประวัติของคนดังๆ เพื่อความน่าเชื่อถือของคนอ่าน
.
เวลาอ่านแล้วจะได้นึกเลื่อมใส อยากที่จะลองเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมไปตามที่หนังสือชี้แนะกับเขาดูบ้าง
.
บางเล่มหว่านล้อมให้เรากินกบ บางเล่มก็มาชวนให้ปลุกยักษ์ปลุกมารอะไรก็ว่ากันไป
.
แต่ไม่มีเล่มไหนหรอกที่จะมี “เทพช้าง”
.
ไม่ใช่เพียงแค่โค๊ชในชุดวอร์มธรรมดาๆ แต่เป็น "เทพช้าง" เลยนะ!
.
เทพช้างผู้อยู่เบื้อหลังความเร็จของผู้คนในประวัติศาสตร์มาแล้วอย่างมากมาย (ท่านอ้างของท่านว่าอย่างนั้น)
.
ท่านเทพช้างตัวอ้วนๆ บินไปบินมา ร้องเสียงแปร๋นๆ นิสัยโคตรเกรียน ชอบกินของหวาน ติดบุหรี่ ขี้น้อยใจ แถมยังชอบพูดจากวนประสาทชาวบ้านอีกต่างหาก
.
อ่านมาถึงตรงนี้แค่นึกตามก็มันส์แล้ว
.
โดยท่านเทพช้างที่ว่านี้ไม่ได้แค่จะออกมาโชว์ความเกรียนเฉยๆ หรอก
.
หากแต่ท่านเทพช้างยังทรงเมตตาโปรดสัตว์โลกทั้งหลายซึ่งก็คือคนซื้อหนังสือมาอ่านอย่างพวกเรานี่แหละ ว่าพวกเธอควรทำอย่างไร (How to) ชีวิตถึงจะสามารถพบกับคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ได้ สมดังเจตนาของหนังสือแนว self improvement หรือ how to ที่ดีซักเล่มหนึ่ง
.
ดังนั้นจุดเด่นที่สุดของหนังสือเล่มนี้ก็เห็นจะไม่พ้น “สาระในลีลาของความไร้สาระ” ของท่านเทพช้างเองนี่แหละ
.
หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นตอนสั้นๆ สำนวนง่ายๆ รวบรัดสไตล์ญี่ปุ่น (คนไม่ชอบอ่านอะไรแบบน้ำท่วมทุ่งมากด้วยโวหารคงถูกใจเป็นพิเศษ) เหมือนอ่านเรื่องสั้นเป็นตอนๆ
.
โดยมีตัวเดินเรื่องเป็นท่านเทพช้างผู้ทรงฤทธื์ และคุณมิซูโนะซังพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ที่บังเอิญโชคดีอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ชีวิตต้องมาเจอกับท่านเทพช้างตัวเป็นๆ
.
แถมยังได้ท่านเทพช้างมาเป็นกุนซือส่วนตัวเสียด้วย
.
และในทุกตอน ท่านเทพช้างจะปิดท้ายด้วยการมอบหมายภาระกิจบางอย่างให้คุณมิซูโนะซังนำไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จในชีวิต (ก็เป็นหนังสือ How to นี่นะ)
.
แน่นอนว่าถ้าคนอ่านอย่างเรา ๆ อยากจะประสบความสำเร็จบ้าง เราก็ควรนำเอาภารกิจเหล่านั้นไปปฏิบัติด้วยเช่นกัน
.
เช่นในตอนแรกสุดท่านเทพช้างจะให้เราไปขัดรองเท้า จากนั้นก็ให้เอาเงินทอนที่ได้มาจากร้านสะดวกซื้อไปบริจาคให้หมดในตอนที่สอง ส่วนตอนที่สามท่านเทพช้างได้แนะนำให้เรากินข้าวเพียง 80% จากที่เคยกินก็พอแล้ว และพอมาถึงตอนที่สี่ท่านเทพช้างก็จะให้เราฝึกรู้ทันความต้องการของคนอื่น
.
แต่ละตอนก็จะเป็นอะไรทำนองอย่างนี้แหละไปจนตลอดทั้งเล่ม
.
แล้วภาระกิจเหล่านี้จะช่วยทำให้ชีวิตประสบความเร็จได้อย่างไร?
.
นั่นคือสิ่งที่ท่านทั้งหลายควรที่จะต้องไปค้นหากันต่อในหนังสือเล่มนี้ครับ
.
สำหรับคนที่อยากหาหนังสือแนว self improvement มาอ่านแต่ก็เบื่อหน่ายกับความขึงขังจริงจังหนังสือแนวนี้เสียเหลือเกิน ผมแนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ รับรองว่าอ่านสนุกได้สาระดี
.
การันตีด้วยยอดขายสูงสุด 10 ปีซ้อนสำหรับหนังสือแนวเดียวกันในประเทศญี่ปุ่นกันเลยทีเดียวครับ
@PK
--------------------------------
--------------------------------
หนังสือ : ชีวิตผมเปลี่ยนไปเมื่อได้เทพช้างมาเป็นกุนซือ
เขียน : มิซุโนะ เคยะ
แปล : อภิญญา เตชะบุญไพศาล
สำนักพิมพ์ : We Learn
เขียน : มิซุโนะ เคยะ
แปล : อภิญญา เตชะบุญไพศาล
สำนักพิมพ์ : We Learn

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น