"น้ำหอม"
ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะเช่นเดียวกับพระองค์ เรามีตาเอาไว้ดู มีหูเอาไว้ฟัง มีประสาทสัมผัสทั้ง 5 เอาไว้รับรู้ความงามต่าง ๆ ของโลกใบนี้ แต่สิ่งใดจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คนหนึ่งสามารถรับรู้และจำแนก "กลิ่น" ของสรรพสิ่งทุกอย่างได้ยกเว้นเพียงแต่ "กลิ่นของตนเอง"
.
ฌ็อง บับติส เกรอนุยเกิดในตลาดสดไม่สิ...หากจะบรรยายให้ละเอียดก็คือ เขาเกิดใต้โต๊ะขายปลาที่ ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวปลา กลิ่นเลือดสัตว์ กลิ่นมูลสัตว์ กลิ่นอาหารเน่า กลิ่นปัสสาวะของคน และสารพัดกลิ่นที่น่าขยะแขยง หากแต่ว่ากลิ่นเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพื่อนของเขา...เป็นชีวิตของเขา
.
เกรอนุยเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ จมูกของเขาสามารถจำแนกกลิ่นทุกชนิดที่เขาได้กลิ่นได้ เขาสามารถบอกได้ว่าที่หัวโค้งมีสิ่งใดหรือผู้ใดอยู่บ้างแม้นว่าเขาจะยังไม่เห็นแต่จมูกของเขาได้กลิ่นของผู้คนหรือสิ่งที่อยู่ตรงนั้น เขาสามารถปรุงน้ำหอมสูตรลับของคู่แข่งขึ้นมาได้เพียงแค่ดมแค่อึดใจ (แถมบอกได้ด้วยว่าเป็นน้ำหอมชั้นเลวด้วยนะ) เขาได้กลิ่นทุกกลิ่นบนโลกใบนี้ยกเว้นเสียแต่ ... กลิ่นของตนเอง
.
สมองของมนุษย์คือสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดในโลกใบนี้ โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราเห็น ได้ยิน หรือ ลิ้มรส สัมผัสซึ่งสิ่งใด ระบบประสาทของเราจะส่งข้อมูลเหล่านั้นไปสู่สมองชั้นนอกอันเป็นสมองของเหตุผลแล้วจึงค่อยส่งสัญญาณไปสู่สมองชั้นกลางซึ่งเป็นสมองของอารมณ์เพื่อบอกว่าควรจะรู้สึกเช่นใดกับสิ่งที่ตนกำลังพบอยู่ หากแต่การได้กลิ่นเป็นสัมผัสเดียวที่จะไม่ผ่านสมองชั้นนอกแต่จะต่อตรงเข้าไปสู่สมองชั้นกลางเพื่อบอกและกระตุ้นให้บุคคลระลึกถึงประสบการณ์บางสิ่งบางอย่างที่ตนเคยเจอมาในอดีตเมื่อได้กลิ่น ๆ นี้ เช่น กลิ่นของสบู่อาจทำให้นึกถึงตอนที่เคยเรียนว่ายน้ำในวัยเด็กขึ้นมาได้
.
เกรอนุยเป็นมนุษย์ที่ไม่มีกลิ่นกาย ไม่มี ณ ที่นี้คือไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมไหนของร่างกายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เกรอนุยเป็นมนุษย์ที่ไม่มีกลิ่นกาย แน่นอนว่าเขาย่อมแตกต่าง แม้นว่ามนุษย์ผู้อื่นจะไม่มีจมูกวิเศษดังเช่นเกรอนุย หากแต่เราก็สามารถรับรู้กลิ่นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังได้กลิ่นอยู่ ดังนั้นแล้วเมื่อเกรอนุยต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนเขาจึงเป็นเหมือนกับ "มนุษย์ล่องหน" บางคนเดินชนเขาทั้ง ๆ ที่เขายืนอยู่ต่อหน้า บางคนรู้สึกกลัวและขยะแขยงเขาโดยที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
.
เมื่อเกรอนุยรู้ว่าตนไม่มีกลิ่นกาย เขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการสกัดกลิ่นทุกกลิ่นเพื่อนำมาสร้างเป็นกลิ่นของตนเอง และแล้วเมื่อเขาได้มาพบกับสาวน้อยแรกแย้มผมแดงผู้มีกลิ่นกายที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นเร่ารุนแรงจนทำให้เขาตระหนักแน่แล้วว่า "หากมิได้ครอบครองกลิ่นหอมนี้แล้วชีวิตของเขานั้นจะไร้ซึ่งความหมายไปโดยสิ้นเชิง" และแล้วตำนานแห่งฆาตกรกลิ่นสวรรค์ก็เริ่มขึ้น ...
.
Patrick Süskind ผู้เขียนสามารถบรรยายทัศนียภาพของสถานที่ ผู้คน สัตว์ และสิ่งของต่าง ๆ ในแบบที่เรียกได้ว่าทำเอาผู้อ่านแทบจะได้กลิ่นดุจดั่งตนเองกำลังอยู่ในที่แห่งนั้นไปพร้อมกัน ดังเช่นในบทแรกที่ Süskind บรรยายถึงสภาพของกรุงปารีสในศตวรรษที่ 18 เอาไว้ว่า
.
"ในยุคสมัยดังกล่าวนี้ บรรดาบ้านเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างตลบอบอวบด้วยกลิ่นร้ายกาจ ที่ผู้คนในยุคสมัยของเรานี้มิอาจจินตนาการได้ ถนนรนแคมคลุ้งคละกลิ่นอาจม ลานหลังคฤหาสน์ฟุ้งฉุนด้วยกลิ่นปัสสาวะ ห้องบันไดในอาคารอบอ้าวด้วยกลิ่นไม้ผุ กลิ่นมูลหนู ในครัวนั้นเล่า เหม็นเน่ากลิ่นกะหล่ำปลีและไขแพะ ตามห้องหับที่ไม่เคยเปิดระบายอากาศส่งกลิ่นอับชื้นของฝุ่นละอองที่ทับถม ส่วนในห้องนอนนั้นได้กลิ่นผ้าปูที่นอนที่เหนียวหนับด้วยเหงื่อไคลไขคนและกลิ่นสาบของขนนกขื้นที่ทำนวมในผ้าห่ม ระคนกับกลิ่นอวลเอียนของกระโถนใต้เตียง"
.
Süskind เป็นนักเขียนที่มีสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ในความมืดหม่นของเขามันกลับแฝงไว้ด้วยความงดงาม ในความน่ากลัวสยดสยองกลับมีกลิ่นอายของความรัก ทุก ๆ รายละเอียดที่ Süskind บรรยายออกมาในหนังสือ ทำให้ผู้อ่านดื่มด่ำกับตัวหนังสือและดำดิ่งลงไปโผล่ในศตวรรษที่ 18 กลางกรุงปารีสในเวลาเดียวกัน
.
เมื่อโน้ตเพลงแห่งจินตนาการเหล่านี้ได้มารวมกัน จึงทำให้ "น้ำหอม" (Das Parfum) กลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และกลายเป็นนวนิยายติดอันดับขายดีทั่วโลก และยังได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ซึ่งใช้ชื่อในภาษาไทยว่า "น้ำหอมมนุษย์" อีกด้วย
.
คราวหน้าแอดมินจะมาวิเคราะห์ลักษณะของเกรอนุยด้วยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ให้ฟังนะคะ ^^
.
@ Nadia
----------------------
หนังสือ: น้ำหอม
ผู้เขียน: Patrick Süskind
ผู้แปล: สีมน
สำนักพิมพ์: ดับเบิลนายน์
ฌ็อง บับติส เกรอนุยเกิดในตลาดสดไม่สิ...หากจะบรรยายให้ละเอียดก็คือ เขาเกิดใต้โต๊ะขายปลาที่ ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวปลา กลิ่นเลือดสัตว์ กลิ่นมูลสัตว์ กลิ่นอาหารเน่า กลิ่นปัสสาวะของคน และสารพัดกลิ่นที่น่าขยะแขยง หากแต่ว่ากลิ่นเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพื่อนของเขา...เป็นชีวิตของเขา
.
เกรอนุยเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ จมูกของเขาสามารถจำแนกกลิ่นทุกชนิดที่เขาได้กลิ่นได้ เขาสามารถบอกได้ว่าที่หัวโค้งมีสิ่งใดหรือผู้ใดอยู่บ้างแม้นว่าเขาจะยังไม่เห็นแต่จมูกของเขาได้กลิ่นของผู้คนหรือสิ่งที่อยู่ตรงนั้น เขาสามารถปรุงน้ำหอมสูตรลับของคู่แข่งขึ้นมาได้เพียงแค่ดมแค่อึดใจ (แถมบอกได้ด้วยว่าเป็นน้ำหอมชั้นเลวด้วยนะ) เขาได้กลิ่นทุกกลิ่นบนโลกใบนี้ยกเว้นเสียแต่ ... กลิ่นของตนเอง
.
สมองของมนุษย์คือสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดในโลกใบนี้ โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราเห็น ได้ยิน หรือ ลิ้มรส สัมผัสซึ่งสิ่งใด ระบบประสาทของเราจะส่งข้อมูลเหล่านั้นไปสู่สมองชั้นนอกอันเป็นสมองของเหตุผลแล้วจึงค่อยส่งสัญญาณไปสู่สมองชั้นกลางซึ่งเป็นสมองของอารมณ์เพื่อบอกว่าควรจะรู้สึกเช่นใดกับสิ่งที่ตนกำลังพบอยู่ หากแต่การได้กลิ่นเป็นสัมผัสเดียวที่จะไม่ผ่านสมองชั้นนอกแต่จะต่อตรงเข้าไปสู่สมองชั้นกลางเพื่อบอกและกระตุ้นให้บุคคลระลึกถึงประสบการณ์บางสิ่งบางอย่างที่ตนเคยเจอมาในอดีตเมื่อได้กลิ่น ๆ นี้ เช่น กลิ่นของสบู่อาจทำให้นึกถึงตอนที่เคยเรียนว่ายน้ำในวัยเด็กขึ้นมาได้
.
เกรอนุยเป็นมนุษย์ที่ไม่มีกลิ่นกาย ไม่มี ณ ที่นี้คือไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นซอกมุมไหนของร่างกายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เกรอนุยเป็นมนุษย์ที่ไม่มีกลิ่นกาย แน่นอนว่าเขาย่อมแตกต่าง แม้นว่ามนุษย์ผู้อื่นจะไม่มีจมูกวิเศษดังเช่นเกรอนุย หากแต่เราก็สามารถรับรู้กลิ่นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังได้กลิ่นอยู่ ดังนั้นแล้วเมื่อเกรอนุยต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนเขาจึงเป็นเหมือนกับ "มนุษย์ล่องหน" บางคนเดินชนเขาทั้ง ๆ ที่เขายืนอยู่ต่อหน้า บางคนรู้สึกกลัวและขยะแขยงเขาโดยที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
.
เมื่อเกรอนุยรู้ว่าตนไม่มีกลิ่นกาย เขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการสกัดกลิ่นทุกกลิ่นเพื่อนำมาสร้างเป็นกลิ่นของตนเอง และแล้วเมื่อเขาได้มาพบกับสาวน้อยแรกแย้มผมแดงผู้มีกลิ่นกายที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นเร่ารุนแรงจนทำให้เขาตระหนักแน่แล้วว่า "หากมิได้ครอบครองกลิ่นหอมนี้แล้วชีวิตของเขานั้นจะไร้ซึ่งความหมายไปโดยสิ้นเชิง" และแล้วตำนานแห่งฆาตกรกลิ่นสวรรค์ก็เริ่มขึ้น ...
.
Patrick Süskind ผู้เขียนสามารถบรรยายทัศนียภาพของสถานที่ ผู้คน สัตว์ และสิ่งของต่าง ๆ ในแบบที่เรียกได้ว่าทำเอาผู้อ่านแทบจะได้กลิ่นดุจดั่งตนเองกำลังอยู่ในที่แห่งนั้นไปพร้อมกัน ดังเช่นในบทแรกที่ Süskind บรรยายถึงสภาพของกรุงปารีสในศตวรรษที่ 18 เอาไว้ว่า
.
"ในยุคสมัยดังกล่าวนี้ บรรดาบ้านเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างตลบอบอวบด้วยกลิ่นร้ายกาจ ที่ผู้คนในยุคสมัยของเรานี้มิอาจจินตนาการได้ ถนนรนแคมคลุ้งคละกลิ่นอาจม ลานหลังคฤหาสน์ฟุ้งฉุนด้วยกลิ่นปัสสาวะ ห้องบันไดในอาคารอบอ้าวด้วยกลิ่นไม้ผุ กลิ่นมูลหนู ในครัวนั้นเล่า เหม็นเน่ากลิ่นกะหล่ำปลีและไขแพะ ตามห้องหับที่ไม่เคยเปิดระบายอากาศส่งกลิ่นอับชื้นของฝุ่นละอองที่ทับถม ส่วนในห้องนอนนั้นได้กลิ่นผ้าปูที่นอนที่เหนียวหนับด้วยเหงื่อไคลไขคนและกลิ่นสาบของขนนกขื้นที่ทำนวมในผ้าห่ม ระคนกับกลิ่นอวลเอียนของกระโถนใต้เตียง"
.
Süskind เป็นนักเขียนที่มีสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ในความมืดหม่นของเขามันกลับแฝงไว้ด้วยความงดงาม ในความน่ากลัวสยดสยองกลับมีกลิ่นอายของความรัก ทุก ๆ รายละเอียดที่ Süskind บรรยายออกมาในหนังสือ ทำให้ผู้อ่านดื่มด่ำกับตัวหนังสือและดำดิ่งลงไปโผล่ในศตวรรษที่ 18 กลางกรุงปารีสในเวลาเดียวกัน
.
เมื่อโน้ตเพลงแห่งจินตนาการเหล่านี้ได้มารวมกัน จึงทำให้ "น้ำหอม" (Das Parfum) กลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และกลายเป็นนวนิยายติดอันดับขายดีทั่วโลก และยังได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ซึ่งใช้ชื่อในภาษาไทยว่า "น้ำหอมมนุษย์" อีกด้วย
.
คราวหน้าแอดมินจะมาวิเคราะห์ลักษณะของเกรอนุยด้วยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ให้ฟังนะคะ ^^
.
@ Nadia
----------------------
หนังสือ: น้ำหอม
ผู้เขียน: Patrick Süskind
ผู้แปล: สีมน
สำนักพิมพ์: ดับเบิลนายน์

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น